วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เพลงนี้เป็นเป็นเพลงที่ใครทุกคนอยากฟัง
i ron man แอคชัั่่นไซฟายที่ได้รับความนิยมมาก

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์

ความเป็นมา

การวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การพัฒนาวัคซีน ยา
และชุดทดสอบตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น เป็นความจำเป็นสำหรับประเทศไทยในการพึ่งตนเองระยะยาว
ในการป้องกัน ควบคุม รักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนไทย นอกจากนั้นยังเป็นประโยชน์
ในการส่งเสริมสุขภาพ ให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนเป็นการคุ้มครองความปลอดภัย
ของประชาชน เช่น การนำเทคโนโลยีชีวภาพมาตรวจหาอาหาร GMO (Genetically Modified Organisms)
และ การส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจทั้งในด้านการลดการนำเข้าวัคซีน ยา ชุดทดสอบ ตลอดจนการส่งเสริม
การส่งออก ทั้งทางด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ทางการแพทย์

ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศไทยของเราจึงมี
ศักยภาพที่เอื้อต่อการนำเอาความหลากหลายทางชีวภาพ เหล่านี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทุกคนในชาติในด้านต่างๆได้
ภายใต้ นโยบายสาธารณสุขเชิงรุกที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการวิจัย และพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี
ชีวภาพในทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อนำผลที่ได้จากการวิจัยและพัฒนานี้ขึ้นมาใช้ในด้านการให้บริการสุขภาพ
แก่ ประชาชน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง วัคซีน ชุดทดสอบทางห้อง
ปฏิบัติการ และอื่นๆ และเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่กระทรวงสาธารณสุขจะแสวงหาความร่วมมือกับหน่วย งานอื่นที่มี
ความพร้อมและศักยภาพในด้านนี้เพื่อความร่วมมือในการศึกษา วิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพร่วมกัน
อย่างจริงจังเป็น รูปธรรม

ดังนั้นรัฐมนตรีว่าการกะทรวงสาธารณสุขจึงมีบัญชาให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หารือร่วมกับ
มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อพิจารณาหาแนวทางดำเนินการดังกล่าว ด้วยการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์
และสาธารณสุขขึ้นเพื่อ พัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากร ให้ก้าวทันวิทยาการสมัยใหม่ และมีระบบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาให้สามารถสนองตอบความต้องการของ สังคมได้ทัน
ต่อสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงในการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการ แพทย์และ
สาธารณสุขระหว่างหน่วยงานทั้งสองโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข นายกร ทัพพะรังสี กับรัฐมนตรี
ว่าการทบวงมหาวิทยาลัย นายประจวบ ไชยสาส์น เป็นพยาน เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 และหลังจากนั้น
คณะ รัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของโครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการ แพทย์และสาธารณสุข
ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544

ในระยะแรกศูนย์ฯนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยจะพัฒนาโครงสร้าง
และจัดองค์กรของศูนย์ฯให้มีความพร้อมและมีขีดความ สามารถในด้านที่สำคัญและจำเป็น และสามารถถ่ายทอด
เทคโนโลยีให้กับหน่วย งานอื่นได้ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำผลผลิตที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ ต่อสังคมในการแก้ปัญหาทางสุขภาพของประเทศต่อไปเพื่อการพึ่งพาตนเอง ตลอดจนการผลิต
ในเชิงพาณิชย์ เพื่อการส่งออกในอนาคต เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับอุตสาหกรรม
เทคโนโลยี ชีวภาพทางการแพทย์ในประเทศให้เทียบเท่ากับระดับนานาชาติ
ในอดีตประเทศไทยมีการนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้นานแล้ว เช่น การทำน้ำปลา ซีอิ้ว การหมักอาหาร ( ปลาร้า ,ข้าวหมาก ) การหมักเหล้า การทำกระแช่ สาโท ฯลฯ ซึ่งจัดว่าเป็นเทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีชีวภาพในปัจจุบันมักหมายถึง เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีวิทยาศาสตร์เป็นรากฐาน

[แก้ไข]
เทคโนโลยีชีวภาพ

ภาพ:bio1.jpg

เทคโนโลยีชีวภาพ ( Biotechnology ) ในความหมายโดยกว้างคือการศึกษาและนำความรู้ในสาขาชีววิทยาจุลชีววิทยาเคเคมี อณูพันธุศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เช่น จุลินทรีย์ พืช และสัตว์มาใช้ประโยชน์ เทคโนโลยีชีวภาพที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็คือ เทคโนโลยีการหมัก (Fermentation Technology ) และ เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ (สำหรับ ค.ศ. 2004) คือวิทยาการตัดแต่งพันธุกรรม (DNA Recombinant Technology )


[แก้ไข] ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของเทคโนโลยีชีวภาพ

  1. พันธุวิศวกรรม : เป็นกระบวนการ ที่เจาะจงเลือกหน่วยพันธุกรรม (Gene) บางตัวของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือ จุลินทรีย์) และนำไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่ง เพื่อทำให้เกิดลักษณะพิเศษที่ต้องการ รวมถึงการตัด และต่อพันธุกรรม เช่น การตัดพันธุกรรมในการสร้างน้ำย่อยของเชื้อ R. oryzae ไปต่อเพิ่มให้กับ R. oryzae อีกตัวหนึ่ง ทำให้ R. oryzae ตัวที่ถูกเพิ่มพันธุกรรม สามารถสร้างน้ำย่อยได้มากขึ้น
  2. การผลิตวัคซีน : วัคซีนทุกชนิดนับว่าเป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพเช่นเดียวกัน วัคซีน อาจเตรียมได้จากเซลล์ของตัวก่อโรคทั้งหมด (Whole cells) หรือเตรียมจากเปลือกหุ้มตัวเชื้อ (Capsule) หรือ เตรียมจากส่วนขนละเอียดรอบตัวเชื้อ (Pilli) ก็ได้
  3. สารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรค : ผนังเซลล์ของจุลินทรีย์บางชนิด มีส่วนประกอบของสารในกลุ่ม polysaccharides (เช่น Oligosaccharide และ Peptidoglycan เป็นต้น) สารพวกนี้ มีคุณสมบัติในการเกาะจับจุลินทรีย์ตัวก่อโรค และสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ มีตั้งแต่การใช้ตัวเซลล์ (Whole cell), สกัดเพียงบางส่วน เช่น สาร Oligosaccharide จากผนังเซลล์ของยีสต์ แบคทีเรีย Pediococcus spp. และ Lactobacillus บางสายพันธุ์
  4. น้ำย่อย หรือ เอ็นไซ : น้ำย่อยที่สร้างจากสัตว์แต่ละชนิด มีความสามารถในการย่อยวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้แตกต่างกัน เมื่อให้สัตว์กินวัตถุดิบบางชนิดแล้ว สัตว์ไม่สามารถย่อยได้ ทำให้สิ้นเปลืองวัตถุดิบ ดังนั้นเป้าหมายของการใช้วัตถุดิบในปริมาณน้อย แต่ให้เกิดประโยชน์ (ย่อย) ได้ดีที่สุด ปัจจุบันจึงได้มีการผลิตน้ำย่อย ทั้งชนิดจำเพาะ เช่น น้ำย่อยที่ย่อยสารกลูแคน (Glucanase) หรือในรูปของน้ำย่อยรวม (Enzyme cocktail) มาใช้ผสมในอาหารสัตว์ ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้วัตถุดิบได้ และสัตว์เจริญเติบโตได้ดี น้ำย่อยที่กล่าวถึงนี้ คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการสันดาป (Metabolic products) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกระบวนการหมักของจุลินทรีย์
  5. วิตามิน : วิตามิน เป็นผลิตภัณฑ์จากกระบวนการสันดาปที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการผลิตของ จุลินทรีย์ เช่น กากเบียร์ จะมีส่วนประกอบของวิตามิน บี หลายชนิด เป็นต้น
  6. โปรตีน และกรดอะมิโน : ตัวเซลล์ของจุลินทรีย์หลายชนิด มีส่วนประกอบของโปรตีน และกรดอะมิโน
  7. สารสกัดจากพืช : สารสกัดจากพืชบางชนิด มีคุณสมบัติ เป็นสารทำลายศัตรูพืช หรือ ออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียบางชนิดได้
  8. สารเสริมชีวนะ : หรือ ที่เรียกว่า โปรไบโอติก เป็นผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีชีวภาพ ที่อาจกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ เป็นที่รู้จักมากที่สุดในวงการการเลี้ยงสัตว์ สารเสริมชีวนะ ประกอบด้วยกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีคุณประโยชน์ ได้แก่ แบคทีเรีย (Bacteria) ยีสต์ (Yeasts) และรา (Fungi) โดยเฉพาะพวกแบคทีเรีย ที่สามารถสร้างกรดแลคติค และกรดไขมันระเหย (Lactic acid and Volatile Fatty acid) ความสำคัญของสารเสริมชีวนะ นอกจากจะสร้างกรด เพื่อยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ตัวก่อโรคแล้ว ยังมีความสามารถในการเจริญทวีจำนวนได้รวดเร็ว เบียดบัง หรือข่ม และแข่งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคได้อีกด้วย และสารเสริมชีวนะนี้ ตัวเซลล์ยังประกอบด้วยสารสำคัญ ในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรค พวก polysaccharide และ peptidoglycan อีกด้วย มีผู้อธิบายถึงการที่จุลินทรีย์พวกนี้ สามารถสร้างสารคล้ายปฏิชีวนะ ทำลายจุลินทรีย์อื่น โดยเฉพาะตัวที่ก่อโรคได้เช่นเดียวกัน
  9. กลุ่มย่อยสลาย อินทรีย์สาร และอนินทรีย์สา : จุลินทรีย์หลายชนิด โดยเฉพาะแบคทีเรีย ทำหน้าที่ในการย่อยสลายของเสียทั้งหมด ให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กมาก จนพืชชั้นสูง และพืชเซลล์เดียว สามารถดูดซับสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ ปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ เพื่อนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการย่อยสลาย และควบคุมคุณภาพของน้ำเสียจากฟาร์ม อย่างแพร่หลาย
  10. การถนอมอาหาร : การถนอมอาหารโดยใช้จุลินทรีย์ ได้แก่ การหมัก และดองอาหาร เช่น การทำนมเปรี้ยว แหนม ผักดอง เป็นต้น
  11. เพิ่มคุณค่าทางอาหาร : เช่น จุลินทรีย์จะสร้างน้ำย่อย เพื่อย่อยน้ำตาลแลคโตสในน้ำนม ให้ได้เป็นน้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลกาแลคโตส ซึ่งมนุษย์สามารถนำไปใช้ได้
  12. อุตสาหกรรมการผลิต : เช่น การผลิตเหล้าองุ่น เบียร์ แอลกอฮอล์ ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง และใช้ฆ่าเชื้อ เป็นต้น


[แก้ไข] ประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพ

การขยาย และการปรับปรุงพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย การนำผลผลิตจากสิ่งมีชีวิต ไปแปรรูปเป็นอาหาร หรือยา กระบวนการที่ใช้แปรรูปผลผลิตดังกล่าวในระดับโรงงาน กระบวนการที่ใช้สิ่งมีชีวิต เช่น จุลชีพ ในการบำบัดน้ำเสีย และรักษาสภาพแวดล้อม การนำของเสียจากสิ่งมีชีวิตไปใช้ประโยชน์ เช่น นำไปทำปุ๋ย เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. การตัดต่อยีน (genetic engineering) เทคโนโลยีดีเอ็นเอสายผสม (recombinant DNA) และเทคโนโลยีโมเลกุลเครื่อง หมาย (molecular markers)
  2. การเพาะเลี้ยง เซลล์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (cell and tissue culturing) พืช และสัตว์
  3. การใช้ประโยชน์จาก จุลินทรีย์บางชนิด หรือใช้ประโยชน์จากเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์
ภาพ:bio2.jpg ภาพ:bio4.jpg ภาพ:bio3.jpg

นารุโต๊ะ

หัวหน้าฮิสึกายะเป็นหัวหน้าที่13ของโซโซไซตี้

art